เรื่องเล่าในวงโหรว่า สมัยก่อนโหรหลวงทายผิดต้องถูกลงโทษ ถึงขั้นเอารูปหอยโข่งคล้องคอ เรื่องนี้มีมูลบางส่วน แต่คนที่เล่าต่อกันมักเล่าเหตุผิด
โหรหลวงทำอะไรบ้าง
ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 กรมโหรเป็นหน่วยงานสำคัญในราชสำนัก หัวหน้าคืออธิบดีกรมโหร ได้บรรดาศักดิ์ที่พระโหราธิบดี ผู้อาวุโสมากอาจได้เป็นพระยาโหราธิบดี ตำแหน่งอื่นในกรมมีราชทินนามต่างกัน เช่นขุนโลกพยากรณ์ หลวงโลกทีป หลวงไตรเพท ตามเรื่องเล่า ตลอดสมัยรัตนโกสินทร์มีผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมโหร 6 ท่าน
หน้าที่ของโหรหลวงรวมถึง
- ถวายพระฤกษ์ในพระราชพิธีสำคัญ เช่นบรมราชาภิเษก ราชาภิเษกสมรส เฉลิมพระราชมณเฑียร
- ถวายคำพยากรณ์ในการเสด็จประพาสต่างประเทศ
- จัดทำปฏิทินหลวง
- ถวายคำปรึกษาเรื่องหลักวิชาโหราศาสตร์และงานพระราชพิธีใหญ่น้อย
ตัวอย่างความแม่นที่เล่าสืบกัน
ในสมัยอยุธยา มีเรื่องพระโหราธิบดีทายหนูในรัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง พระองค์ทรงใช้ขันทองครอบหนูตัวหนึ่ง แล้วทดสอบด้วยการถามว่าเป็นสัตว์อะไร กี่เท้า กี่ตัว พระโหราธิบดีกราบทูลว่าเป็นสัตว์สี่เท้า คือหนู จำนวนสี่ตัว ทรงตรัสว่าตอบผิด เพราะเห็นตัวเดียว แต่เมื่อเปิดขันออก หนูที่ถูกครอบเป็นแม่หนูท้องแก่ คลอดลูกสามตัวระหว่างนั้น รวมเป็นสี่ พระโหราธิบดีจึงได้รับพระราชทานรางวัล เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่า ใช้ให้เห็นว่าหน้าที่ต้องฝึกฝนและเตรียมพร้อมตลอดเวลา
กฎมณเฑียรบาลระบุโทษจริง
กฎมณเฑียรบาลในต้นสมัยรัตนโกสินทร์ระบุหน้าที่ของโหรเมื่อเกิดคราส คือโหรต้องพยากรณ์วันเวลาเกิดคราสให้ชัด เพื่อเชิญเสด็จพระมหากษัตริย์เข้าพิธีสรงมุรธาภิเษกชำระความมัวหมองตามพระราชประเพณี
- ถ้าโหรพยากรณ์ผิด ต้องพระราชอาญา ระบุว่า ลูกประคำใหญ่แขวนคอ
- ถ้าพยากรณ์ถูกต้อง ผู้ที่แม่นที่สุดได้รับพระราชทานเงินรางวัล
ข้อความในกฎหมายไม่ได้ระบุว่าเป็น "หอยโข่ง" แต่อย่างใด
สุริยุปราคาหว้ากอ พ.ศ. 2411
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงคำนวณการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง ทั้งตามหลักโหราศาสตร์ไทยและตามหลักดาราศาสตร์สมัยใหม่ ทรงประกาศล่วงหน้าราว 2 ปี พร้อมพิกัดแนวที่เห็นเต็มดวง และทรงเชิญผู้แทนต่างชาติ ผู้ว่าราชการสิงคโปร์ และนักดาราศาสตร์จากยุโรปมาชมที่ชายหาดหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
วันเกิดเหตุคือวันอังคาร ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 10 ตรงกับ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 ปรากฏเป็นสุริยุปราคาเต็มดวงตั้งแต่แถบปราณบุรีลงไปถึงชุมพร กรมโหรก็คำนวณถวายตามหลักโหราศาสตร์ไทยเช่นกัน และการคำนวณไม่ผิดพลาดแต่อย่างใด ใกล้เคียงกับที่พระองค์ทรงคำนวณ
แล้วทำไมโหรถึงถูกลงโทษ
จากพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ 4 ที่บันทึกไว้ ในวันเสาร์ ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 10 หลังเสด็จกลับกรุงเทพฯ ทรงรับสั่งถามพระโหราธิบดีว่า สุริยุปราคาที่เห็นในกรุงเทพฯ จับกี่ส่วน เหลือกี่ส่วน (คือดวงอาทิตย์มืดกี่ส่วน สว่างกี่ส่วน) พระโหราธิบดีและโหรอื่นกราบทูลไม่ได้ จึงทรงพระพิโรธ ให้ไปขัดศิลาที่วังหนึ่งวัน และให้ทำเครื่องทัณฑ์ รูปหอยโข่งสวมคอ กินข้าวน้ำด้วยกะลากาบหมากเป็นภาชนะ 8 วันจึงพ้นโทษ
เหตุผลที่ทรงลงโทษ ไม่ได้อยู่ที่ทายผิด แต่คือ ไม่มีใครสังเกตการณ์จริง พระองค์ทรงต้องการให้โหรหลวงใช้ความรู้โหราศาสตร์แบบไทยควบคู่กับดาราศาสตร์สมัยใหม่ ใช้เครื่องมือวัดดาวและวัดแดดมาประกอบ เพื่อพัฒนาความรู้ทั้งสองด้านให้ทันสมัย เมื่อโหรตอบไม่ได้ จึงทรงเห็นว่าละเลยหน้าที่
ผู้ศึกษาด้านดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ของไทยรุ่นหลังหลายท่านสรุปตรงกันว่า เหตุการณ์นี้เป็นช่วงที่ความรู้โหราศาสตร์แบบจารีตกับดาราศาสตร์แบบโคเปอร์นิคัสเคลื่อนเข้าหากัน
สรุป
- โหรหลวงพยากรณ์ผิดมีโทษตามกฎมณเฑียรบาลจริง คือลูกประคำใหญ่แขวนคอ
- เรื่อง หอยโข่ง เป็นการลงพระราชอาญาเฉพาะเหตุการณ์ครั้งนั้น และเกิดจากการไม่สังเกตการณ์สุริยุปราคา ไม่ใช่ทายผิด
- พระประสงค์ของรัชกาลที่ 4 คือให้โหราศาสตร์เดินไปพร้อมวิทยาศาสตร์ มีเหตุมีผล
บทเรียนสำหรับคนรุ่นนี้ที่เล่าเรื่องโหราศาสตร์ คือควรเล่าให้ถูกต้องและชัดเจน ไม่คลุมเครือ เพื่อให้วิชาอยู่ได้อย่างน่าเชื่อถือ
ควรทำ
- ถ้าได้ยินเรื่องเล่าของโหรโบราณ ลองหาว่ามีบันทึกต้นทางหรือไม่ ก่อนแชร์ต่อ
- เวลาอ่านคำพยากรณ์ ถามว่าบอกเวลาและเงื่อนไขชัดพอให้ตรวจย้อนหลังได้หรือไม่ (แนวเดียวกับการตรวจดวงตัวเองในบท ฝึกอ่านดวงตัวเอง)