พื้นดวงคือภาพของดาวตอนคุณเกิด ดาวทุกดวงถูกหยุดไว้ที่ตำแหน่งเดียว คำพยากรณ์จากพื้นดวงจึงบอกได้แค่แนวโน้มทั้งชีวิต ส่วนคำถามอย่าง "ปีหน้าเรื่องงานจะเป็นยังไง" เป็นเรื่องของ "การพยากรณ์จร"
คำว่า "พยากรณ์" แปลว่าคาดการณ์ด้วยหลักวิชา ไม่ใช่เดาสุ่ม และ "จร" แปลว่าไม่อยู่กับที่ การพยากรณ์จรจึงคือการอ่านเหตุการณ์ข้างหน้าจากดาวที่กำลังเคลื่อน
พยากรณ์จรมีหลายแบบ
ตำราไม่ได้กำหนดว่าต้องมีกี่แบบ แต่ที่ใช้กันมีอย่างน้อย
- ใช้ดาวจร ดูตำแหน่งดาวบนฟ้า ณ เวลาที่ต้องการ เป็นแบบที่ใช้มากที่สุดและเริ่มต้นง่ายที่สุด
- ใช้ลัคนาจร ขยับลัคนาตามอายุ (ดูบทลัคนาจรรายปี)
- ใช้ทักษาจร (ภูมิทักษา)
- ใช้ตรีวัย ตามดาวเจ้าวัยของแต่ละช่วงอายุ
ทุกแบบมีจุดร่วมเดียวกัน คืออ้างอิงตำแหน่งดาวที่โคจร ณ เวลาที่ต้องการพยากรณ์
ก่อนอ่านจร ต้องอ่านพื้นดวงให้ครบ 7 เรื่อง
- ลัคนาอยู่ราศีไหน และดาวเจ้าเรือนของแต่ละภพไปอยู่ตรงไหน
- ดาวในดวงสัมพันธ์กันอย่างไร กุมลัคนา กุมกันเอง หรือเล็งกัน
- ดาวคู่นั้นเป็นคู่มิตร คู่ศัตรู คู่สมพล คู่ธาตุ อยู่ในราศีธาตุอะไร และมีดาวเจ้าเรือนทุสถานภพ (อริ มรณะ วินาศ) อยู่ในคู่ไหม
- ในพื้นดวงมีดาวเดินวิกลคติไหม (เสริด มนท์ พักร)
- ดาวแต่ละดวงได้มาตรฐานอะไร เกษตร อุจจ์ ราชาโชค หรือนิจ ประ
- ถ้าใช้ทักษา ดาวแต่ละดวงเป็นภูมิอะไร (เช่น กาลกินีที่ไปกุมลัคนาต่างจากกาลกินีที่อยู่ภพอื่น)
- ดวงมีเกณฑ์พิเศษไหม เช่น องค์เกณฑ์
ตัวอย่างจากตำรา ดวงหนึ่งมีอังคารเป็นเจ้าเรือนปุตตะกับกัมมะ อยู่ตุลย์และเป็นประ ถ้าอ่านแค่นี้จะสรุปว่าอังคารไม่เด่น แต่ตุลย์เป็นเรือนศุกร์ซึ่งเป็นเกษตรในดวงนั้น ศุกร์กับอังคารเป็นคู่มิตร ราศีตุลย์เป็นแม่ธาตุลมซึ่งตรงกับธาตุของอังคาร และลัคนากรกฎมีอังคารอยู่ภพ 4 ได้เกณฑ์องค์เกณฑ์ ผลคืออังคารไม่ได้เสียหายจากประเต็มที่ เพราะมีตัวช่วยประคอง
โอ่งน้ำ: พื้นดวงเป็นกรอบ ดาวจรเป็นน้ำ
พื้นดวงเหมือนโอ่งที่มีขนาดแน่นอนอยู่แล้ว ดาวจรเหมือนน้ำที่ไหลเข้ามา ถ้าดวงจรบอกว่าจะมีลาภเข้ามาสามส่วนแต่โอ่งใส่ได้ส่วนเดียว ที่เหลือก็ล้น ผู้พยากรณ์ที่ดีจึงบอกได้ว่ามีน้ำเข้ามาเท่าไร และคุณเก็บได้เท่าไร ส่วนที่ทำได้คือการกระทำปัจจุบัน ทำให้เก็บได้ดีขึ้น ไม่ต้องเสียเงินทำพิธีเสริมดวงที่ไม่จำเป็น
อ่านดาวจรทีละขั้น
- เปิดปฏิทินโหร หาตำแหน่งดาวจร ณ วันที่ต้องการ
- เทียบดาวจรกับดาวในพื้นดวง ว่ากุมลัคนา กุมดาวไหน ได้มาตรฐานอะไร ตัวอย่างพฤหัสจรเข้าเมษซึ่งกุมลัคนาและกุมอาทิตย์ในพื้นดวง (คู่มิตรใหญ่) และได้ราชาโชค
- เลือกเรื่องที่ต้องการอ่าน เช่นการงาน คือภพกัมมะ
- ใช้หลักสองข้อ
- ดาวทำหน้าที่อะไรในพื้นดวง ดาวจรดวงนั้นทำหน้าที่เดียวกัน (ดาวกัมมะในพื้นดวงคือเสาร์ เสาร์จรก็ทำหน้าที่ดาวกัมมะ)
- ใช้หลักเดินตามดาว
เดินตามดาว: สองจังหวะ
จังหวะแรกอยู่ที่พื้นดวง ว่าภพที่ต้องการคืออะไร จังหวะที่สองไปที่ดาวจร ว่าดาวเจ้าเรือนจรอยู่ภพไหนของพื้นดวง
ตัวอย่างดวงลัคนาเมษ ต้องการอ่านงาน กัมมะอยู่ที่มังกร เจ้าเรือนคือเสาร์ เสาร์จรอยู่กุมภ์ ซึ่งเป็นภพลาภะ จึงได้โครงว่า กัมมะ → ลาภะ ถ้าจะลึกกว่านั้น ให้ดูว่าเจ้าเรือนลาภะ (ราหู) จรอยู่ภพไหน ถ้าอยู่มีน (ภพวินาศ) จะได้โครง กัมมะ → ลาภะ → วินาศ แปลง่ายๆ ว่า งานของคุณมีโอกาสได้ลาภผลความสำเร็จ แบบที่ไม่ทันตั้งตัว
ตำราเตือนให้ถือเลขไทยเป็นดวงเดิม และเลขอารบิกเป็นดวงจร เวลาเขียนโครงมักจำง่ายว่า "ไทย อารบิก อารบิก"
ดาวสองดวงถูกกันไหม: ดูทุสถานะต่อกัน
ภพ 6 8 12 นับจากลัคนาเรียกทุสถานภพ ดาวสองดวงก็มีความสัมพันธ์แบบนี้ได้ โดยเปลี่ยนจุดเริ่มนับเป็นดาวดวงหนึ่ง ถ้านับจากดาว A ไปราศีที่ 6, 8 หรือ 12 แล้วเจอดาว B ถือว่า A ไม่ถูกกับ B
ตัวอย่างในดวงหนึ่ง นับจากกุมภ์ (เสาร์) ไป 6 ราศีถึงกรกฎ (อาทิตย์และพุธ) และจากกรกฎนับไป 8 ได้กุมภ์ เสาร์กับอาทิตย์และพุธเป็นอริและมรณะต่อกัน
ข้อสังเกตคือความสัมพันธ์นี้ไม่ได้เป็นสองทางเสมอไป ตัวอย่างจากตำรา นับจากพฤหัสไปราศีที่ 12 เจออังคาร พฤหัสจึงไม่ถูกกับอังคาร แต่ถ้านับจากอังคาร พฤหัสอยู่ภพที่ 2 ไม่ใช่ทุสถาน อังคารจึงไม่ได้ถูกพฤหัสรบกวน และยังได้มุมดีเป็นภพกดุมภะของอังคารด้วย
ผลในการจร ถ้าดาวสองดวงในพื้นดวงถูกกัน เมื่อดาวจรมาเจอก็เกื้อกัน เหมือนคนรักกัน ถ้าเป็นทุสถานะต่อกัน เหมือนคู่กัด เจอกันก็ระแวงและหาโอกาสทำลายกัน
ควรทำ
- ก่อนถามว่า "ปีหน้าเป็นยังไง" ให้เขียนสรุปพื้นดวงของเรื่องนั้นก่อน (ภพนั้น ดาวเจ้าเรือน มาตรฐาน) แล้วค่อยดูดาวจร
- เขียนโครงสองจังหวะไว้ ไทย อารบิก อารบิก เพื่อไม่สลับดวงเดิมกับดวงจร
- ตั้งแผนตามกรอบที่อ่านได้ เช่น ถ้า "ลาภมาก แต่โอ่งเล็ก" ให้ตั้งเป้าเก็บส่วนที่เก็บได้ ไม่ต้องไล่ตามทั้งหมด